บทที่ 1
ประวัติกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceous เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้า ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จน กระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็น อาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของ กล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา
การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงามของกล้วยไม้เป็นอย่าง มาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำ กล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และ นำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอ เชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วย ไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูก เลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ที่หายากและมีราคาแพง หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสม พันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้น ฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อ มาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวง การกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไป อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและ
สโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัย กล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการ นำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จาก พ่อแม่พันธุ์ในประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วย ไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา
การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงามของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ที่หายากและมีราคาแพง หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่าง
กว้างขวางจนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่าและลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชที่มีรากกึ่งอากาศ ลำต้นที่เห็นโผล่พ้นจากเครื่องปลูกแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ ลำต้นแท้จริง มีข้อ ปล้อง เหมือนพืชทั่ว ๆ ไป ที ่ข้อมีตาซึ่ง สามารถเจริญเป็นหน่อใหม่หรือช่อดอก กล้วยไม้ประเภทนี้ได้แก่ สกุลแวนด้า แมลงปอ อีกประเภทหนึ่งเป็นลำต้นเทียม เรียกว่า ลำลูกกล้วย (pseudobulbs) ทำหน้าที่สะสมอาหาร ตาที่อยู่ตามข้อบน ๆ ของลำลูกกล้วยสามารถแตกเป็นหน่อหรือช่อดอกได้ ลำต้นที่แท้จริงของกล้วยไม้ประเภทนี้ คือ เหง้า (rhizome) ซึ่งเจริญในแนวนอนไปตามผิวของเครื่องปลูก ลักษณะของเหง้ามีข้อและปล้องถี่ กล้วยไม้ในกลุ่มนี้ได้แก่ สกุลหวาย ใบกล้วยไม้มีหลายลักษณะ ได้แก่ ใบ แบน, ใบกลม และใบร่อง สำหรับดอกกล้วยไม้ประกอบด้วย กลีบดอก 6 กลีบ โดยเป็นกลีบดอกชั้นนอก 3 กลีบ และกลีบดอกชั้นใน 3 กลีบ กลีบชั้นนอก 2 กลีบที่อยู่ด้านข้างหรือด้านล่าง มีลักษณะเหมือนกันอีก 1 กลีบ อยู่ด้านบน อาจมีลักษณะแตกต่างออกไป ส่วนกลีบชั้นในที่อยู่ด้านข้าง 2 กลีบ มีลักษณะ เหมือนกันอีก 1 กลีบ ที่อยู่ด้านล่างมีลักษณะแตกต่างไปเรียกว่าปากหรือกระเป๋า (lip) ซึ่งมีประโยชน์สำหรับล่อเมลงเพื่อช่วยผสมพันธุ์ ดอก กล้วยไม้เป็นดอก สมบูรณ์เพศ มีส่วนของก้านเกสรตัวผู้ ก้านและยอดเกสรตัวเมียรวมเป็นอวัยวะเดียวกันเรียกว่า เส้าเกสร โดยอับเกสรตัวผู้อยู่ที่ส่วนปลายเส้าเกสรและยอด เกสรตัวเมียอยู่ใต้อับเรณู ลักษณะเป็นแอ่งตื้น ๆ ภายในมีเมือกเหนียวเพื่อช่วยในการผสมพันธุ์สำหรับรังไข่ของดอกกล้วยไม้อยู่ตรงส่วนของก้านดอก
การส่งออกกล้วยไม้
อุตสาหกรรมกล้วยไม้
อุตสาหกรรมกล้วยไม้ของประเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก และทำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นอับดับหนึ่งในจำนวนไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดที่มีการส่งออก ซึ่งการส่งออกดอกกล้วยไม้ และต้นกล้วยไม้มีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยตลอด ในปี 2535 กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์รายงานปริมาณการส่งดอกกล้วยไม้ 11,142 ตัน เป็นมูลค่า 701.3 ล้านบาท และส่งออกต้นกล้วยไม้ปริมาณ 939 ตัน มูลค่า 86.5 ล้านบาทสำหรับพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2530-31 จนถึงปัจจุบันค่อนข้างคงที่โดยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 12,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครปฐม, สมุทรสาคร, ราชบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของกล้ว ยไม้ ใกล้แหล่งน้ำ ตลาด และมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก และปัจจุบันพื้นที่ปลูกกล้วยไม้มีแนวโน้มที่จะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจาก ที่ดินมีราคาสูงและมีปัญหามลภาวะของน้ำและอากาศ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของกล้วยไม้
กล้วยไม้ เป็นไม้ตัดดอกน่าสนใจ เนื่องจากมีความหลากหลายด้านสีสัน กลิ่น ขนาด รูปทรง และอายุปักแจกันยาวนานกว่า เมื่อเทียบกับไม้ตัดดอกทั่วไป ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามความต้องการที่ยังคงเพิ่มขึ้นในตลาดโลก ไทย เป็นประเทศส่งออกกล้วยไม้อันดับ 1 ของโลก คาดว่ามูลค่าส่งออกปี 2548 ยังคงขยายต่อเนื่องจากปีนี้ คาดว่าปี 2548 จะนำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 2,600-2,800 ล้านบาท เพิ่มจากปีนี้ 10-20% เนื่องจากการขยายตัวการส่งออกตลาดหลัก โดยเฉพาะญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมทั้งการขยายตัวตลาดใหม่ๆโดยเฉพาะจีนยังมีลู่ทางแจ่มใส ตลาดกล้วยไม้โลก : ไทยส่งออกอันดับ 1 ของโลก การค้ากล้วยไม้ตลาดโลก มีทั้งไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การค้ากล้วยไม้เติบโตมาก ทั้งปริมาณและมูลค่า พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ในไทยประมาณ 14,500 ไร่ ส่วนใหญ่ อยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ ใกล้แหล่งน้ำ ใกล้ตลาด และการคมนาคมขนส่งสะดวก พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ แนวโน้มจะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจากที่ดินราคาสูง และประสบปัญหามลภาวะน้ำและอากาศ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต และคุณภาพ กล้วยไม้ ปัจจุบัน พื้นที่เหมาะสมปลูกกล้วยไม้เชิงธุรกิจ ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และชลบุรี คาดว่าผลผลิตดอกกล้วยไม้ปีนี้ประมาณ 44,080 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 833 ตัน เพิ่ม 1.93% แยกเป็นปริมาณการใช้ในประเทศเกือบ 50% ที่เหลืออีก 50% ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ การส่งออกดอกกล้วยไม้ 95% ของกล้วยไม้ส่งออกทั้งหมด เป็นกล้วยไม้ 2 สกุล คือ หวายและม็อคโคร่า อุตสาหกรรมกล้วยไม้ไทย เจริญก้าวหน้ามาก สร้างรายได้เข้าประเทศอันดับ 1 ในบรรดาไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดที่ส่งออก ไทยจัดเป็นประเทศอันดับ 1 ส่งออกดอกกล้วยไม้ของโลก กล้วยไม้ไทย โดดเด่นทั้งสีสันและรูปร่างดอก การส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอด ตลาดต่างประเทศจะนิยมสั่งซื้อกล้วยไม้สกุลหวาย เนื่องจากสีสันสดใส และระยะเวลาใช้งานนาน ส่วนตลาดในประเทศ ขณะนี้ดอกกล้วยไม้เป็นที่นิยมมากขึ้นกว่าอดีต เห็นได้จากงานพิธีและเทศกาลต่างๆ ผู้จัดงานหันมาใช้ดอกกล้วยไม้กันมากขึ้น เนื่องจากระยะใช้งานนาน และราคาไม่แพง จากเดิม นิยมไม้ตัดดอกประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะดอกกุหลาบ เท่ากับความต้องการกล้วยไม้แนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดในและต่างประเทศ คาดว่าปีนี้ มูลค่าส่งออกกล้วยไม้ ทั้งดอกและต้นกล้วยไม้ จะสูงเกือบ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบปี 2546 เพิ่มขึ้น 33.3% คาดว่าปี 2548 ไทยจะส่งออกกล้วยไม้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-20% เทียบปีนี้ เนื่องจากการส่งออกตลาดหลักๆ ยังคงขยายตัว ผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย สามารถเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ประเทศแถบแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ รัสเซีย เป็นต้น รวมทั้งยังส่งเสริมตลาดกล้วยไม้ขยายตัว โดยผลิตช่อดอกกล้วยไม้สำหรับติดหน้าอก เพื่อส่งออกจำหน่าย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าต่างประเทศ ลู่ทางขยายการส่งออกดอกกล้วยไม้ใหม่ๆ ได้แก่ ส่งออกดอกกล้วยไม้ร่วง ซึ่งปกติ โรงงานส่งออกดอกกล้วยไม้จะทิ้ง แต่หากแช่น้ำให้ดอกไม้อิ่มน้ำ และนำไปผึ่งให้แห้ง ใส่ถุงพลาสติก เพื่อส่งออกจำหน่ายให้ร้านอาหาร เพื่อนำไปประดับจานอาหาร หรือประดับแก้วเครื่องดื่ม จะเป็นอีกตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตลาดกล้วยไม้ รวมทั้งขยายตลาดส่งออก โดยเปิดจำหน่ายดอกกล้วยไม้ทางอินเทอร์เนต เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสสั่งซื้อกล้วยไม้ได้ทันที และเป็นสมาชิกตัวแทนจำหน่ายกล้วยไม้ระบบขายตรงทั่วโลก ตลาดส่งออกกล้วยไม้ไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง แนวโน้มตลาดส่งออกดอกกล้วยไม้ที่สำคัญของไทย มีดังนี้ - ญี่ปุ่น ไทยส่งออกกล้วยไม้ไปตลาดญี่ปุ่นอันดับ 1 มาตลอด สัดส่วนส่งออกตลาดญี่ปุ่น อันดับ 1 ทั้งการส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ ซึ่งตลาดญี่ปุ่น กล้วยไม้ไทยต้องแข่งกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ รวมทั้งยังต้องแข่งกับไม้ตัดดอกประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะดอกเบญจมาศจากเนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ดอกกุหลาบและลิลลี่จากอินเดีย เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ไทยเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่น ที่นิยมดอกไม้ต่างถิ่นที่มีความสวยงามแปลกแตกต่างออกไป (Exotic Beauty) ไทยนับว่าครองตลาดไม้ตัดดอกนำเข้าอันดับ 2 รองจากเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบัน ความต้องการไม้ตัดดอกในญี่ปุ่นอยู่ในเกณฑ์สูง เฉลี่ย มูลค่าตลาดไม้ตัดดอกในญี่ปุ่น 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ศูนย์ส่งเสริมไม้ดอกญี่ปุ่น (The Japanese Flower Promotion Centre) คาดว่าปี 2548 ความต้องการไม้ตัดดอกของญี่ปุ่น ยังคงขยายตัวอีกเกือบเท่าตัว เป็นผลจากในญี่ปุ่น มีหลากหลายเทศกาล ที่ให้ของขวัญ เช่น วันแม่ ช่วงเดือนแห่งการแต่งงาน พฤษภาคม มิถุนายน และธันวาคม เทศกาลไหว้บรรพบุรุษ (The Prayer Month of Obon) ช่วงกรกฎาคม เป็นต้น รวมทั้งใช้ไม้ตัดดอกในชีวิตประจำวัน ทำให้ความต้องการไม้ตัดดอกเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องการไม้ตัดดอกเฉพาะบางโอกาส หรือบางสถานที่ เช่น โรงแรม จัดงานปาร์ตี้ เป็นต้น ทำให้ตลาดไม้ตัดดอกของญี่ปุ่น เป็นที่สนใจของประเทศผู้ส่งออกไม้ตัดดอกทั่วโลก ผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงในญี่ปุ่น -สหรัฐฯ ครองอันดับ 2 ส่งออกกล้วยไม้ไทย แนวโน้มส่งออกยังคงเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน มูลค่าตลาดกล้วยไม้ในสหรัฐฯ ประมาณ 50-60 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยไทย ส่วนแบ่งตลาดถึง 98% ของการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ Dendrobium ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 60% ของการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์อื่นๆ (Non-Dendrobium) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองสำหรับการส่งออกตลาดสหรัฐฯ คือการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพผลิตกล้วยไม้ มลรัฐฮาวาย รวมทั้งมลรัฐอื่นๆ ที่เริ่มหันมาลงทุนปลูกกล้วยไม้ -สหภาพยุโรป เป็นประเทศสำคัญนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ Dendrobium มูลค่านำเข้าเฉลี่ย 21 ล้านยูโรต่อปี คิดเป็น 3% ของการนำเข้าไม้ตัดดอกทั้งหมดของสหภาพยุโรป ประเทศสหภาพยุโรปที่ต้องการกล้วยไม้มาก คืออิตาลี ประมาณ 67% ของการนำเข้ากล้วยไม้ทั้งหมด รองลงมา คือเนเธอร์แลนด์ โดยไทย เป็นประเทศส่งออกกล้วยไม้สำคัญของสหภาพยุโรป ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 87% รองลงมา เป็นสิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และนิวซีแลนด์ ประเด็นพึงระวังสำหรับส่งออกกล้วยไม้ คือสหภาพยุโรป มีนโยบายจัดระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ประเทศผู้ส่งออก เพื่อสร้างมาตรฐานสุขอนามัยด้านพืช ให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งประเทศผู้นำเข้าและส่งออก โดยส่วนของไทย ศึกษาและวิเคราะห์มาตรฐานสินค้าเกษตรกลุ่มกล้วยไม้ เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญ มีปัญหาตรวจพบเพลี้ยไฟ โดยเฉพาะผู้ปลูกรายเล็ก ทำให้ขาดการบำรุงรักษา หรือใช้ปุ๋ยคุณภาพต่ำ การแก้ปัญหาเพลี้ยไฟ บริษัทผู้ส่งออกกล้วยไม้ ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร หามาตรการป้องกัน ถ้าพบผู้ปลูกกล้วยไม้ไม่แก้ไข บริษัทจะถอนสัญญาที่ส่งให้บริษัทชั่วคราว ส่วนขั้นตอนรมยา บริษัทผู้ส่งออก จะดำเนินการเอง โดยอาจต้องปรับโรงรมยา หรือปรับตัวยาให้แรงขึ้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบคุณภาพสินค้าด้วย
ประวัติกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceous เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้า ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้ายไม้ เลี้ยงต้นกล้ายไม้จน กระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเอง แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็น อาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของ กล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา
การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงามของกล้วยไม้เป็นอย่าง มาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำ กล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และ นำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอ เชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วย ไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูก เลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ที่หายากและมีราคาแพง หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสม พันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้น ฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อ มาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวง การกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไป อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและ
สโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัย กล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการ นำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จาก พ่อแม่พันธุ์ในประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วย ไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา
การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงามของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้ายไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเซียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ที่หายากและมีราคาแพง หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่าง
กว้างขวางจนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่าและลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชที่มีรากกึ่งอากาศ ลำต้นที่เห็นโผล่พ้นจากเครื่องปลูกแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ ลำต้นแท้จริง มีข้อ ปล้อง เหมือนพืชทั่ว ๆ ไป ที ่ข้อมีตาซึ่ง สามารถเจริญเป็นหน่อใหม่หรือช่อดอก กล้วยไม้ประเภทนี้ได้แก่ สกุลแวนด้า แมลงปอ อีกประเภทหนึ่งเป็นลำต้นเทียม เรียกว่า ลำลูกกล้วย (pseudobulbs) ทำหน้าที่สะสมอาหาร ตาที่อยู่ตามข้อบน ๆ ของลำลูกกล้วยสามารถแตกเป็นหน่อหรือช่อดอกได้ ลำต้นที่แท้จริงของกล้วยไม้ประเภทนี้ คือ เหง้า (rhizome) ซึ่งเจริญในแนวนอนไปตามผิวของเครื่องปลูก ลักษณะของเหง้ามีข้อและปล้องถี่ กล้วยไม้ในกลุ่มนี้ได้แก่ สกุลหวาย ใบกล้วยไม้มีหลายลักษณะ ได้แก่ ใบ แบน, ใบกลม และใบร่อง สำหรับดอกกล้วยไม้ประกอบด้วย กลีบดอก 6 กลีบ โดยเป็นกลีบดอกชั้นนอก 3 กลีบ และกลีบดอกชั้นใน 3 กลีบ กลีบชั้นนอก 2 กลีบที่อยู่ด้านข้างหรือด้านล่าง มีลักษณะเหมือนกันอีก 1 กลีบ อยู่ด้านบน อาจมีลักษณะแตกต่างออกไป ส่วนกลีบชั้นในที่อยู่ด้านข้าง 2 กลีบ มีลักษณะ เหมือนกันอีก 1 กลีบ ที่อยู่ด้านล่างมีลักษณะแตกต่างไปเรียกว่าปากหรือกระเป๋า (lip) ซึ่งมีประโยชน์สำหรับล่อเมลงเพื่อช่วยผสมพันธุ์ ดอก กล้วยไม้เป็นดอก สมบูรณ์เพศ มีส่วนของก้านเกสรตัวผู้ ก้านและยอดเกสรตัวเมียรวมเป็นอวัยวะเดียวกันเรียกว่า เส้าเกสร โดยอับเกสรตัวผู้อยู่ที่ส่วนปลายเส้าเกสรและยอด เกสรตัวเมียอยู่ใต้อับเรณู ลักษณะเป็นแอ่งตื้น ๆ ภายในมีเมือกเหนียวเพื่อช่วยในการผสมพันธุ์สำหรับรังไข่ของดอกกล้วยไม้อยู่ตรงส่วนของก้านดอก
การส่งออกกล้วยไม้
อุตสาหกรรมกล้วยไม้
อุตสาหกรรมกล้วยไม้ของประเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก และทำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นอับดับหนึ่งในจำนวนไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดที่มีการส่งออก ซึ่งการส่งออกดอกกล้วยไม้ และต้นกล้วยไม้มีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยตลอด ในปี 2535 กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์รายงานปริมาณการส่งดอกกล้วยไม้ 11,142 ตัน เป็นมูลค่า 701.3 ล้านบาท และส่งออกต้นกล้วยไม้ปริมาณ 939 ตัน มูลค่า 86.5 ล้านบาทสำหรับพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2530-31 จนถึงปัจจุบันค่อนข้างคงที่โดยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 12,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครปฐม, สมุทรสาคร, ราชบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของกล้ว ยไม้ ใกล้แหล่งน้ำ ตลาด และมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก และปัจจุบันพื้นที่ปลูกกล้วยไม้มีแนวโน้มที่จะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจาก ที่ดินมีราคาสูงและมีปัญหามลภาวะของน้ำและอากาศ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของกล้วยไม้
กล้วยไม้ เป็นไม้ตัดดอกน่าสนใจ เนื่องจากมีความหลากหลายด้านสีสัน กลิ่น ขนาด รูปทรง และอายุปักแจกันยาวนานกว่า เมื่อเทียบกับไม้ตัดดอกทั่วไป ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามความต้องการที่ยังคงเพิ่มขึ้นในตลาดโลก ไทย เป็นประเทศส่งออกกล้วยไม้อันดับ 1 ของโลก คาดว่ามูลค่าส่งออกปี 2548 ยังคงขยายต่อเนื่องจากปีนี้ คาดว่าปี 2548 จะนำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 2,600-2,800 ล้านบาท เพิ่มจากปีนี้ 10-20% เนื่องจากการขยายตัวการส่งออกตลาดหลัก โดยเฉพาะญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมทั้งการขยายตัวตลาดใหม่ๆโดยเฉพาะจีนยังมีลู่ทางแจ่มใส ตลาดกล้วยไม้โลก : ไทยส่งออกอันดับ 1 ของโลก การค้ากล้วยไม้ตลาดโลก มีทั้งไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การค้ากล้วยไม้เติบโตมาก ทั้งปริมาณและมูลค่า พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ในไทยประมาณ 14,500 ไร่ ส่วนใหญ่ อยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ ใกล้แหล่งน้ำ ใกล้ตลาด และการคมนาคมขนส่งสะดวก พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ แนวโน้มจะย้ายจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจากที่ดินราคาสูง และประสบปัญหามลภาวะน้ำและอากาศ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต และคุณภาพ กล้วยไม้ ปัจจุบัน พื้นที่เหมาะสมปลูกกล้วยไม้เชิงธุรกิจ ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และชลบุรี คาดว่าผลผลิตดอกกล้วยไม้ปีนี้ประมาณ 44,080 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 833 ตัน เพิ่ม 1.93% แยกเป็นปริมาณการใช้ในประเทศเกือบ 50% ที่เหลืออีก 50% ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ การส่งออกดอกกล้วยไม้ 95% ของกล้วยไม้ส่งออกทั้งหมด เป็นกล้วยไม้ 2 สกุล คือ หวายและม็อคโคร่า อุตสาหกรรมกล้วยไม้ไทย เจริญก้าวหน้ามาก สร้างรายได้เข้าประเทศอันดับ 1 ในบรรดาไม้ดอกไม้ประดับทั้งหมดที่ส่งออก ไทยจัดเป็นประเทศอันดับ 1 ส่งออกดอกกล้วยไม้ของโลก กล้วยไม้ไทย โดดเด่นทั้งสีสันและรูปร่างดอก การส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอด ตลาดต่างประเทศจะนิยมสั่งซื้อกล้วยไม้สกุลหวาย เนื่องจากสีสันสดใส และระยะเวลาใช้งานนาน ส่วนตลาดในประเทศ ขณะนี้ดอกกล้วยไม้เป็นที่นิยมมากขึ้นกว่าอดีต เห็นได้จากงานพิธีและเทศกาลต่างๆ ผู้จัดงานหันมาใช้ดอกกล้วยไม้กันมากขึ้น เนื่องจากระยะใช้งานนาน และราคาไม่แพง จากเดิม นิยมไม้ตัดดอกประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะดอกกุหลาบ เท่ากับความต้องการกล้วยไม้แนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดในและต่างประเทศ คาดว่าปีนี้ มูลค่าส่งออกกล้วยไม้ ทั้งดอกและต้นกล้วยไม้ จะสูงเกือบ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบปี 2546 เพิ่มขึ้น 33.3% คาดว่าปี 2548 ไทยจะส่งออกกล้วยไม้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-20% เทียบปีนี้ เนื่องจากการส่งออกตลาดหลักๆ ยังคงขยายตัว ผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย สามารถเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น ประเทศแถบแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ รัสเซีย เป็นต้น รวมทั้งยังส่งเสริมตลาดกล้วยไม้ขยายตัว โดยผลิตช่อดอกกล้วยไม้สำหรับติดหน้าอก เพื่อส่งออกจำหน่าย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าต่างประเทศ ลู่ทางขยายการส่งออกดอกกล้วยไม้ใหม่ๆ ได้แก่ ส่งออกดอกกล้วยไม้ร่วง ซึ่งปกติ โรงงานส่งออกดอกกล้วยไม้จะทิ้ง แต่หากแช่น้ำให้ดอกไม้อิ่มน้ำ และนำไปผึ่งให้แห้ง ใส่ถุงพลาสติก เพื่อส่งออกจำหน่ายให้ร้านอาหาร เพื่อนำไปประดับจานอาหาร หรือประดับแก้วเครื่องดื่ม จะเป็นอีกตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตลาดกล้วยไม้ รวมทั้งขยายตลาดส่งออก โดยเปิดจำหน่ายดอกกล้วยไม้ทางอินเทอร์เนต เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสสั่งซื้อกล้วยไม้ได้ทันที และเป็นสมาชิกตัวแทนจำหน่ายกล้วยไม้ระบบขายตรงทั่วโลก ตลาดส่งออกกล้วยไม้ไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง แนวโน้มตลาดส่งออกดอกกล้วยไม้ที่สำคัญของไทย มีดังนี้ - ญี่ปุ่น ไทยส่งออกกล้วยไม้ไปตลาดญี่ปุ่นอันดับ 1 มาตลอด สัดส่วนส่งออกตลาดญี่ปุ่น อันดับ 1 ทั้งการส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ ซึ่งตลาดญี่ปุ่น กล้วยไม้ไทยต้องแข่งกับสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ รวมทั้งยังต้องแข่งกับไม้ตัดดอกประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะดอกเบญจมาศจากเนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ดอกกุหลาบและลิลลี่จากอินเดีย เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ไทยเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่น ที่นิยมดอกไม้ต่างถิ่นที่มีความสวยงามแปลกแตกต่างออกไป (Exotic Beauty) ไทยนับว่าครองตลาดไม้ตัดดอกนำเข้าอันดับ 2 รองจากเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบัน ความต้องการไม้ตัดดอกในญี่ปุ่นอยู่ในเกณฑ์สูง เฉลี่ย มูลค่าตลาดไม้ตัดดอกในญี่ปุ่น 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ศูนย์ส่งเสริมไม้ดอกญี่ปุ่น (The Japanese Flower Promotion Centre) คาดว่าปี 2548 ความต้องการไม้ตัดดอกของญี่ปุ่น ยังคงขยายตัวอีกเกือบเท่าตัว เป็นผลจากในญี่ปุ่น มีหลากหลายเทศกาล ที่ให้ของขวัญ เช่น วันแม่ ช่วงเดือนแห่งการแต่งงาน พฤษภาคม มิถุนายน และธันวาคม เทศกาลไหว้บรรพบุรุษ (The Prayer Month of Obon) ช่วงกรกฎาคม เป็นต้น รวมทั้งใช้ไม้ตัดดอกในชีวิตประจำวัน ทำให้ความต้องการไม้ตัดดอกเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องการไม้ตัดดอกเฉพาะบางโอกาส หรือบางสถานที่ เช่น โรงแรม จัดงานปาร์ตี้ เป็นต้น ทำให้ตลาดไม้ตัดดอกของญี่ปุ่น เป็นที่สนใจของประเทศผู้ส่งออกไม้ตัดดอกทั่วโลก ผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงในญี่ปุ่น -สหรัฐฯ ครองอันดับ 2 ส่งออกกล้วยไม้ไทย แนวโน้มส่งออกยังคงเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน มูลค่าตลาดกล้วยไม้ในสหรัฐฯ ประมาณ 50-60 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยไทย ส่วนแบ่งตลาดถึง 98% ของการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ Dendrobium ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 60% ของการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์อื่นๆ (Non-Dendrobium) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองสำหรับการส่งออกตลาดสหรัฐฯ คือการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพผลิตกล้วยไม้ มลรัฐฮาวาย รวมทั้งมลรัฐอื่นๆ ที่เริ่มหันมาลงทุนปลูกกล้วยไม้ -สหภาพยุโรป เป็นประเทศสำคัญนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ Dendrobium มูลค่านำเข้าเฉลี่ย 21 ล้านยูโรต่อปี คิดเป็น 3% ของการนำเข้าไม้ตัดดอกทั้งหมดของสหภาพยุโรป ประเทศสหภาพยุโรปที่ต้องการกล้วยไม้มาก คืออิตาลี ประมาณ 67% ของการนำเข้ากล้วยไม้ทั้งหมด รองลงมา คือเนเธอร์แลนด์ โดยไทย เป็นประเทศส่งออกกล้วยไม้สำคัญของสหภาพยุโรป ส่วนแบ่งตลาดประมาณ 87% รองลงมา เป็นสิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และนิวซีแลนด์ ประเด็นพึงระวังสำหรับส่งออกกล้วยไม้ คือสหภาพยุโรป มีนโยบายจัดระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ประเทศผู้ส่งออก เพื่อสร้างมาตรฐานสุขอนามัยด้านพืช ให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งประเทศผู้นำเข้าและส่งออก โดยส่วนของไทย ศึกษาและวิเคราะห์มาตรฐานสินค้าเกษตรกลุ่มกล้วยไม้ เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญ มีปัญหาตรวจพบเพลี้ยไฟ โดยเฉพาะผู้ปลูกรายเล็ก ทำให้ขาดการบำรุงรักษา หรือใช้ปุ๋ยคุณภาพต่ำ การแก้ปัญหาเพลี้ยไฟ บริษัทผู้ส่งออกกล้วยไม้ ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร หามาตรการป้องกัน ถ้าพบผู้ปลูกกล้วยไม้ไม่แก้ไข บริษัทจะถอนสัญญาที่ส่งให้บริษัทชั่วคราว ส่วนขั้นตอนรมยา บริษัทผู้ส่งออก จะดำเนินการเอง โดยอาจต้องปรับโรงรมยา หรือปรับตัวยาให้แรงขึ้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบคุณภาพสินค้าด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น